จีนเลิกอุ้มอุตสาหกรรมโซลาร์: จับตาผลกระทบต่อ YRD และนัยต่อไทย
จีนเลิกอุ้มอุตสาหกรรมโซลาร์: จับตาผลกระทบต่อ YRD และนัยต่อไทย
วันที่นำเข้าข้อมูล 10 มิ.ย. 2569

ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา จีนได้ยกเลิกมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Export Rebate) สำหรับผลิตภัณฑ์โซลาร์เซลล์ทุกประเภท ตามประกาศของกระทรวงการคลังและสำนักงานสรรพากรแห่งชาติจีน ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในจีนและตลาดโลก โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (Yangtze River Delta: YRD) ซึ่งเป็นฐานการผลิตโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดจีน และนโยบายนี้อาจมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อไทยด้วย!!
เปลี่ยนจากสนับสนุนส่งออก… สู่การยกระดับอุตสาหกรรม
ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา จีนใช้ “มาตรการคืนภาษีส่งออก” เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ โดยช่วยลดต้นทุนของผู้ส่งออกและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ของจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนก้าวขึ้นเป็นผู้นำของห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ตาม จีนได้ทยอยลดระดับการสนับสนุนดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤศจิกายน 2567 ได้ลดอัตราคืนภาษีสำหรับโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่จากร้อยละ 13 เหลือร้อยละ 9 ก่อนจะประกาศยกเลิกการคืนภาษีสำหรับโซลาร์เซลล์ทั้งหมดเมื่อ 8 มกราคม 2569 (มีผลบังคับใช้ 1 เมษายน 2569) และลดอัตราคืนภาษีแบตเตอรี่จากร้อยละ 9 เหลือร้อยละ 6 โดยเป้าหมายสำคัญเพื่อแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ลดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และผลักดันให้อุตสาหกรรมหันมาแข่งขันด้วยเทคโนโลยี คุณภาพ และนวัตกรรมมากขึ้น แทนการพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษี
YRD รับผลกระทบทั่วหน้า… หันมาปรับราคาและพัฒนาเทคโนโลยี

เขต YRD ซึ่งครอบคลุมนครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจียงซู เจ้อเจียง และอานฮุย ถือเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์จีน โดยเป็นที่ตั้งของผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก เช่น JA Solar, Trina Solar, Jinko Solar, Canadian Solar และ GCL Technology เฉพาะมณฑลเจียงซูเพียงแห่งเดียวก็มีมูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์สูงกว่า 512,650 ล้านหยวน ครองกำลังการผลิตโมดูลโซลาร์เซลล์มากกว่าร้อยละ 40 ของประเทศ และเป็นผู้นำด้านการผลิตเวเฟอร์ซิลิคอนและเซลล์แสงอาทิตย์มาอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ นอกจากนี้ มณฑลเจียงซูมีกำลังการผลิตแผงโซลาร์คิดเป็นร้อยละ 30.3 ของทั้งจีน
ภายใต้นโยบายใหม่ ผู้ประกอบการในเขต YRD ได้เริ่มปรับตัวในหลายมิติ
– ผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น JA Solar (ฐานการผลิตในเซี่ยงไฮ้ เจียงซู และอานฮุย) และ LONGi Green Energy (ฐานการผลิต การวิจัยและพัฒนา และเครือข่ายซัพพลายเชนที่สำคัญในเจียงซูและเจ้อเจียง) ทยอยปรับขึ้นราคาขาย เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น สะท้อนการผลักภาระต้นทุนไปยังตลาดต่างประเทศบางส่วน
– ผู้ผลิตขนาดกลาง เช่น Junfeng Solar (ฐานการผลิตในเจียงซู) ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายต่างประเทศสูงกว่า 90% ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายดังกล่าว โดยได้หันมาเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับคุณภาพสินค้า และขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายดังกล่าวจะช่วยเร่งกระบวนการคัดกรองผู้เล่นในอุตสาหกรรม และผลักดันให้อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์จีนเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี คุณภาพสินค้า แบรนด์ และประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น โดยผู้ประกอบการที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรม การผลิตแบบครบวงจร และเครือข่ายตลาดต่างประเทศที่แข็งแกร่งจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่า ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศจะกลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของผู้ผลิตจีนในระยะต่อไป
จับตาสถานการณ์ใหม่… ไทยได้หรือเสีย?

ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่จากจีนในสัดส่วนสูง คิดเป็นประมาณร้อยละ 47-51 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด นโยบายยกเลิกคืนภาษีส่งออกข้างต้นของจีนจึงมีแนวโน้มส่งผลให้ราคาอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ในตลาดโลกและตลาดไทยปรับตัวสูงขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ราคาอาจเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 9-15 ภายในปี 2569 ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนเริ่มต้นของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยสูงขึ้น ระยะเวลาคืนทุนยาวนานขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อโครงการโซลาร์รูฟท็อปหรือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ไทยกำลังพัฒนา
อย่างไรก็ตาม ความต้องการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้น เนื่องจากรัฐบาลไทยอยู่ระหว่างพิจารณาขยายโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบโซลาร์รูฟท็อปจากทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ ราคาสินค้าอาจไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ถูกยกเลิก เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาถ่วงดุล ไม่ว่าจะเป็นภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในจีน ปริมาณสินค้าคงคลังที่ยังอยู่ในระดับสูง อัตราแลกเปลี่ยน และอำนาจต่อรองทางการค้า โดยผู้ส่งออกจีนอาจเลือกดูดซับต้นทุนบางส่วนผ่านการลดกำไรหรือเร่งระบายสต็อกสินค้า
ท้ายที่สุดแล้ว การพิจารณาถึงผลกระทบต่อภาคพลังงานไทยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงปัจจัยด้านต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์เท่านั้น เนื่องจากการขยายตัวของการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในระยะยาวยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นอีกหลายด้าน เช่น ความสามารถรองรับของโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และกลไกสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตัวของพลังงานสะอาดในระยะยาว
สำหรับประเทศไทยแล้ว การติดตามพัฒนาการดังกล่าวอย่างใกล้ชิดจึงมีความสำคัญ ไม่เพียงในมิติของต้นทุนอุปกรณ์ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และกลไกสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกำหนดอนาคตของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว
****************
จัดทำโดย นางสาววิภาดา สุวรรณกาญจน์ และนาย Zhang Caoyi(张曹毅)
เรียบเรียงโดย ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้
The Royal Thai Consulate-General, Shanghai
Monday - Friday : 09.30 - 12.00 and 13.30 - 17.30